
ภายหลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เดินหน้ากระบวนการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองจากประเด็นด้านโครงสร้างการค้าและมาตรฐานการผลิต แม้ในเวลานี้มาตรการภาษีเพิ่มเติมยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา และยังไม่มีคำสั่งบังคับใช้กับสินค้าไทยโดยตรง แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องจับตาคือ เหตุผลที่สหรัฐใช้เป็นฐานในการพิจารณามาตรการตอบโต้
เพราะครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง ไทยส่งออกเกินดุลสหรัฐเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานที่สหรัฐให้ความสำคัญมากขึ้น
ประเด็นแรกที่ USTR ให้ความสนใจ คือเรื่อง Forced Labor หรือแรงงานบังคับ
ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐ โดยเฉพาะ มาตรา 307 แห่ง Tariff Act of 1930 สหรัฐห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ ขณะที่มาตรา 301 เปิดช่องให้ USTR ตรวจสอบว่า ประเทศคู่ค้ามีมาตรการป้องกันหรือกำกับดูแลการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับเพียงพอหรือไม่
มุมมองของสหรัฐ คือ หากประเทศใดไม่มีระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง อาจทำให้สินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับหลุดเข้าสู่ตลาดสหรัฐผ่านการส่งออกทางตรงหรือผ่านประเทศที่สาม
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานแรงงานจำนวนมาก เช่น
แม้ไทยจะมีการปรับปรุงกฎหมายแรงงานและระบบตรวจสอบย้อนกลับมาอย่างต่อเนื่อง แต่โจทย์สำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้สหรัฐเห็นว่า ระบบกำกับดูแลของไทยสามารถป้องกันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้น คือ Structural Excess Capacity หรือภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินแนวคิดนี้แตกต่างจากการทุ่มตลาดแบบเดิม เพราะไม่ได้มุ่งดูเฉพาะราคาสินค้า แต่พิจารณาว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศนั้นมีการผลิตมากเกินความต้องการหรือไม่ และมีปัจจัยจากการสนับสนุนของภาครัฐเข้ามาบิดเบือนการแข่งขันหรือไม่
สหรัฐกังวลว่า กำลังการผลิตส่วนเกินจากบางประเทศอาจถูกส่งออกไปยังตลาดโลก ทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐแข่งขันได้ยาก
ประเทศไทยถูกจับตาในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค และมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานหลายอุตสาหกรรม
กลุ่มสินค้าที่อาจได้รับความสนใจ ได้แก่
อย่างไรก็ตาม การถูกสอบสวนไม่ได้หมายความว่าสินค้าเหล่านี้จะถูกเก็บภาษีทันที แต่เป็นการเปิดกระบวนการให้สหรัฐประเมินผลกระทบและพิจารณามาตรการที่เหมาะสม
สหรัฐเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญที่สุดของไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม หากในอนาคตมีการใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301 ผลกระทบอาจเกิดขึ้นหลายระดับ
ระดับแรก คือ ต้นทุนของผู้ส่งออกไทยเพิ่มขึ้น :
สินค้าที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศอื่น
ระดับที่สอง คือ การปรับห่วงโซ่อุปทาน :
ผู้ซื้อในสหรัฐอาจทบทวนแหล่งนำเข้าใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านภาษี ทำให้ผู้ผลิตไทยต้องเร่งปรับตัว
ระดับที่สาม คือ ผลกระทบต่อการลงทุน
นักลงทุนต่างชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปสหรัฐ อาจต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ หากมาตรการทางการค้ามีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
ท่ามกลางความเสี่ยงดังกล่าว ภาครัฐไทยจำเป็นต้องเดินหน้าทั้งการเจรจาและการปรับปรุงมาตรฐานภายในประเทศ แนวทางสำคัญ ได้แก่
ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งประเมินความเสี่ยงรายสินค้า และลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
บทเรียนจากมาตรา 301 สะท้อนว่า เกมการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป ในอดีต การแข่งขันวัดกันที่ต้นทุนและราคาแต่ในอนาคต ประเทศผู้ส่งออกต้องแข่งขันด้วย
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการหลีกเลี่ยงภาษีเพิ่มเติมจากสหรัฐ แต่คือการยกระดับระบบการผลิตให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ของโลก เพราะสงครามการค้ารอบนี้ อาจไม่ได้ตัดสินกันด้วย "กำแพงภาษี" เพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันด้วยว่า ประเทศใดสามารถสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานของตัวเองได้มากที่สุด