Black Ribbon

เจาะมาตรา 301 ไทยเสี่ยงแค่ไหน เมื่อสหรัฐเปิดเกมตรวจสอบคู่ค้า

20 กรกฎาคม 2569
เจาะมาตรา 301 ไทยเสี่ยงแค่ไหน เมื่อสหรัฐเปิดเกมตรวจสอบคู่ค้า
  • สหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 ตรวจสอบไทย โดยมุ่งเน้น 2 ประเด็นหลักคือ การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน (Structural Excess Capacity) ในภาคอุตสาหกรรม
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่เสี่ยงถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ประมง, อาหารแปรรูป, สินค้าเกษตร (ในประเด็นแรงงาน) และกลุ่มเหล็ก, ปิโตรเคมี, อิเล็กทรอนิกส์ (ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน)
  • หากสหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการภาษี จะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น, สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และอาจกระทบต่อการลงทุนในระยะยาว

รายงานพิเศษ : ตอนที่ 2 (จบ)

ภายหลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เดินหน้ากระบวนการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองจากประเด็นด้านโครงสร้างการค้าและมาตรฐานการผลิต แม้ในเวลานี้มาตรการภาษีเพิ่มเติมยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา และยังไม่มีคำสั่งบังคับใช้กับสินค้าไทยโดยตรง แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องจับตาคือ เหตุผลที่สหรัฐใช้เป็นฐานในการพิจารณามาตรการตอบโต้

เพราะครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง ไทยส่งออกเกินดุลสหรัฐเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานที่สหรัฐให้ความสำคัญมากขึ้น

ข้อกล่าวหาแรก : ไทยต้องยกระดับกฎหมายแรงงานบังคับ

ประเด็นแรกที่ USTR ให้ความสนใจ คือเรื่อง Forced Labor หรือแรงงานบังคับ

ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐ โดยเฉพาะ มาตรา 307 แห่ง Tariff Act of 1930 สหรัฐห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ ขณะที่มาตรา 301 เปิดช่องให้ USTR ตรวจสอบว่า ประเทศคู่ค้ามีมาตรการป้องกันหรือกำกับดูแลการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับเพียงพอหรือไม่

มุมมองของสหรัฐ คือ หากประเทศใดไม่มีระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง อาจทำให้สินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับหลุดเข้าสู่ตลาดสหรัฐผ่านการส่งออกทางตรงหรือผ่านประเทศที่สาม

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานแรงงานจำนวนมาก เช่น

  • ประมงและอาหารทะเลแปรรูป
  • อาหารและเกษตรแปรรูป
  • สินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น
  • อุตสาหกรรมที่มีการจ้างแรงงานต่างชาติ

แม้ไทยจะมีการปรับปรุงกฎหมายแรงงานและระบบตรวจสอบย้อนกลับมาอย่างต่อเนื่อง แต่โจทย์สำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้สหรัฐเห็นว่า ระบบกำกับดูแลของไทยสามารถป้องกันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อกล่าวหาที่สอง : กำลังผลิตส่วนเกิน เกมใหม่ของสหรัฐ

อีกประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้น คือ Structural Excess Capacity หรือภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินแนวคิดนี้แตกต่างจากการทุ่มตลาดแบบเดิม เพราะไม่ได้มุ่งดูเฉพาะราคาสินค้า แต่พิจารณาว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศนั้นมีการผลิตมากเกินความต้องการหรือไม่ และมีปัจจัยจากการสนับสนุนของภาครัฐเข้ามาบิดเบือนการแข่งขันหรือไม่

สหรัฐกังวลว่า กำลังการผลิตส่วนเกินจากบางประเทศอาจถูกส่งออกไปยังตลาดโลก ทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐแข่งขันได้ยาก

ประเทศไทยถูกจับตาในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค และมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานหลายอุตสาหกรรม

กลุ่มสินค้าที่อาจได้รับความสนใจ ได้แก่

  • เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ
  • เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท
  • สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันด้านต้นทุนสูง

อย่างไรก็ตาม การถูกสอบสวนไม่ได้หมายความว่าสินค้าเหล่านี้จะถูกเก็บภาษีทันที แต่เป็นการเปิดกระบวนการให้สหรัฐประเมินผลกระทบและพิจารณามาตรการที่เหมาะสม

เตรียมรับแรงกระแทกภาคส่งออก หากมาตรา 301 เดินหน้า

สหรัฐเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญที่สุดของไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม หากในอนาคตมีการใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301 ผลกระทบอาจเกิดขึ้นหลายระดับ

ระดับแรก คือ ต้นทุนของผู้ส่งออกไทยเพิ่มขึ้น :

สินค้าที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศอื่น

ระดับที่สอง คือ การปรับห่วงโซ่อุปทาน :

ผู้ซื้อในสหรัฐอาจทบทวนแหล่งนำเข้าใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านภาษี ทำให้ผู้ผลิตไทยต้องเร่งปรับตัว

ระดับที่สาม คือ ผลกระทบต่อการลงทุน

นักลงทุนต่างชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปสหรัฐ อาจต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ หากมาตรการทางการค้ามีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

รัฐ-เอกชนไทยเร่งตั้งรับ ก่อนเกมภาษีรอบใหม่

ท่ามกลางความเสี่ยงดังกล่าว ภาครัฐไทยจำเป็นต้องเดินหน้าทั้งการเจรจาและการปรับปรุงมาตรฐานภายในประเทศ แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ชี้แจงข้อมูลต่อ USTR ถึงมาตรการป้องกันแรงงานบังคับของไทย
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน
  • ยืนยันว่าภาคอุตสาหกรรมไทยแข่งขันบนกลไกตลาด ไม่ได้อาศัยการอุดหนุนที่บิดเบือน
  • เปิดการเจรจากับสหรัฐเพื่อลดความเข้าใจผิดด้านโครงสร้างการค้า 

ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งประเมินความเสี่ยงรายสินค้า และลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

โจทย์ใหญ่ไทย ไม่ใช่แค่ภาษี แต่คือมาตรฐานการค้าโลก

บทเรียนจากมาตรา 301 สะท้อนว่า เกมการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป ในอดีต การแข่งขันวัดกันที่ต้นทุนและราคาแต่ในอนาคต ประเทศผู้ส่งออกต้องแข่งขันด้วย

  • ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน
  • มาตรฐานแรงงาน
  • สิ่งแวดล้อม
  • ความสามารถในการพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้า

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการหลีกเลี่ยงภาษีเพิ่มเติมจากสหรัฐ แต่คือการยกระดับระบบการผลิตให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ของโลก เพราะสงครามการค้ารอบนี้ อาจไม่ได้ตัดสินกันด้วย "กำแพงภาษี" เพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันด้วยว่า ประเทศใดสามารถสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานของตัวเองได้มากที่สุด


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.